วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วิชา การซ่อมบำรุงไมโครคอมพิวเตอร์ 3

1. บอกส่วนประกอบภายในเคส พร้อมทั้งอธิบายการทำงานอย่างละเอียด
        -                                                  
     Microprocessor / CPU (Central Processing Unit)

  
หน่วยประมวลผลกลางหรือซีพียู เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โปรเซสเซอร์ (Processor) หรือ ชิป (chip) นับเป็นอุปกรณ์ ที่มีความสำคัญมากที่สุด ของฮาร์ดแวร์เพราะมีหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อน เข้ามาทางอุปกรณ์อินพุต ตามชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการใช้งาน หน่วยประมวลผลกลาง



      
  -                                                                           Motherboard หรือ Mainboard

เมนบอร์ดเป็นอุปกรณ์ ที่สำคัญรองมาจากซีพียู เมนบอร์ดทำหน้าที่ควบคุม ดูแลและจัดการๆ ทำงานของ อุปกรณ์ชนิดต่างๆ แทบทั้งหมดในเครื่องคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ซีพียู ไปจนถึงหน่วยความจำแคช หน่วยความจำหลัก ฮาร์ดดิกส์ ระบบบัส บนเมนบอร์ดประกอบด้วยชิ้นส่วนต่างๆ มากมาย


 
      -                                                        RAM (Random Access Memory)
  หน่วยความจำแรม หน่วยความจำชนิดนี้จะบันทึกและอ่านข้อมูลด้วยกระแสไฟฟ้า แล้วต้องมีกระแสไฟจ่ายให้ตลอดเวลา ถ้าปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ข้อมูลที่อยู่ในแรมก็จะหายไปด้วย แรมจะถูกนำมาใช้ในการรับส่งข้อมูลระหว่างซีพียูกับฮาร์ดดิสก์ หรืออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลชนิดอื่น หากมีข้อมูลที่ซีพียูจำเป็นต้องใช้งานบ่อยๆ ข้อมูลจะถูกส่งไปเก็บไว้ที่แรมก่อน เพื่อให้ซีพียูเอาข้อมูลมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากแรมรับส่งข้อมูลได้เร็วกว่าฮาร์ดดิสก์นั่นเอง แรมยังมีหลายประเภทด้วยกัน เช่น DRAM, DDRRAM, SDRAM, RDRAM, FlashRAM, VRAM เป็นต้น การเลือกซื้อแรมนั้นต้องดูว่าเมนบอร์ดรุ่นที่ต้องการซื้อหรือที่มีอยู่ มีซ็อคเก็ตสำหรับติดตั้งแรมแบบไหน เช่น เมนบอร์ดยี่ห้อ MSI รุ่น MS6373 มีสล็อตแรมแบบ 3DDR DIMM ก็คือมีซ็อคเก็ตสำหรับติดตั้งแรมได้สามชิ้น โดยแรมที่ใช้กับเมนบอร์ดนี้ต้องเป็นแรมแบบ DDR                

      -                                                             Power Supply
อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เรามักจะมองข้ามไปและเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญเพราะถ้าขาดเจ้าตัวนี้แล้วเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวเก่งของเราก็เปรียบเสมือนกล่องเหล็กธรรมดาๆใช้การอะไรไม่ได้ อุปกรณ์ชิ้นนี้ก็คือ แหล่งจ่ายไฟ หรือที่เรามักจะเรียกกันว่า เพาเวอร์ซัพพลาย (Power Supply)นั่นเองเพาเวอร์ซัพพลายมีหน้าที่หลักก็คือ เปลี่ยนแรงดันกระแสสลับจากไฟบ้าน 220โวลท์เอซีให้เป็นแรงดันไฟตรงดีซีที่คอมพิวเตอร์ต้องใช้แหล่งจ่ายไฟคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือคอมพิวเตอร์พีซีนั้น ส่วนใหญ่จะบรรจุในเคสด้านหลังถ้ามองไปที่หลังเคสจะเห็นก่องเหล็กสี่เหลี่ยมมีช่องเสียบสายไฟและพัดลมเพื่อระบายความร้อน

      -  
                 hard disk
        Harddisk หมายถึง จานโลหะที่เคลือบด้วยสารแม่เหล็กใข้เก็บข้อมูลเป็นจำนวนมากๆ โดยปกติจะบบรจุไว้ในกล้องมิดชิด บางทีเรียก "Fixed disk" Harddisk เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูลไว้ด้เป็นการถาวรตลอดไป แม้ว่าจะปิดสวิซ์ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ ข้อมูลก็จะไม่ศูนย์หายไปไหน สามารถอ่านเละบันทึกข้อมูลเพิ่มลงได้ ขนาดความจุวัดกันเป็น MB หรือ GB  ความเร็วทั่วไปคือ 5400 รอบต่อนาทีแต่ในปัจจุบันนี้เริ่มนิยมความเร็ว 7200 รอบต่อนาทีเนื่องจากมีราคาต่างจาก 5400 รอบ เพียงไม่กี่ร้อยบาท ส่วน Harddisk ที่เป็น scsi port นั้นราคายังสูงมากแต่มีความเร็วหมุนจานที่ 10000 รอบต่อนาทีขึ้นไป

      -                                                                              CD-ROM / CD-RW / DVD
     ไดรฟ์สำหรับอ่านข้อมูลจากแผ่นซีดีรอม (CD-RW) ซีดีเพลง (Audio CD) โฟโต้ซีดี (Photo CD) วิดีโอซีดี (Video CD) โดยไดรฟ์ทั้งสามประเภท จะมีความสามารถในการอ่านข้อมูล จากแผ่นซีดีที่กล่าวมาข้างต้นอยู่แล้ว แต่ถ้าหากคุณต้องการบันทึกข้อมูลลงแผ่นซีดีได้ด้วย จะต้องเลือกใช้ไดรฟ์ CD-RW และถ้าต้องการอ่านข้อมูลจากแผ่น DVD ก็ต้องใช้ไดรฟ์ DVD นอกจากนี้ยังมีไดรฟ์อีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า Combo Drive คือเป็นไดรฟ์ที่รวมทั้งไดรฟ์ DVD และไดรฟ์ CD-RW อยู่ในไดรฟ์เดียว ทำให้ทั้งดูหนังฟังเพลง บันทึกข้อมูลลงแผ่นซีดีได้เลย ความเร็วของไดรฟ์ซีดีรอมจะเรียกเป็น X เช่น 8X, 40X, 50X ยิ่งมากก็คือยิ่งเร็ว ส่วน CD-RW นั้นจะมีตัวเลขแสดง เช่นเดียวกัน เพียงแต่จะเพิ่มความเร็วในการบันทึกข้อมูลลงแผ่นซีดี เช่น 24/10/40X นั่นคือความเร็วในการบันทึกแผ่น CD-R สูงสุด ความเร็วในการบันทึกข้อมูลลงแผ่น CD-RW และความเร็วในการอ่านข้อมูลจากแผ่นซีดีโปรแกรม หรือซีดี เพลง

 -                                                                                
             Video Card
การ์ดจอ (Video Card) เป็นคำเก่าที่ใช้เรียก การ์ดแสดงผล  หรือ กราฟฟิกการ์ด (Graphic card) จริง ๆ คือการ์ดเดียวกันคะ เป็นแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ที่ทำหน้าที่ในการนำข้อมูลที่ได้จากการประมวลผลของซีพียูมาแสดงบนจอภาพ แปรเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบของตัวอักษร หรือ รูปภาพ ทำให้ผู้ใช้ สามารถควบคุมการทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยจอภาพจะเป็นส่วนที่รับข้อมูลจากการ์ดแสดงผลอีกทีหนึ่ง  เพราะฉะนั้นทั้งการ์ดแสดงผลและจอภาพจะต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้ได้ภาพออกมาแสดงบนจอภาพ  จอภาพจะต้องสนับสนุนความสามารถที่การ์ดแสดงผลสามารถทำได้

      -    

             sound card
เป็นแผงวงจรอิเลคทรอนิกที่ถูกสร้างขึ้นมาใช้ ร่วมกับคอมพิวเตอร์ ให้แสดงผลออกมาเป็นเสียง ถ้าวงจรเสียงใช้กับเกมส์ที่เราเล่นจะเกิด เสียงต่าง ๆ หรือเสียงเอฟเฟคต่าง ๆ เข้าเป็น วงจรเสียงที่ใช้กับดนตรีชนิดต่าง ๆ สำหรับสร้างสรรค์งานเพลงที่เราต้องการให้มีคุณภาพของเสียงที่ดีขึ้นกว่าเดิม โดยคุณภาพเสียงจะขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อของ Sound Card



2. Driver คืออะไร
      -      driver  คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่งที่ทำหน้าที่ในการประสานหรือติดต่อระหว่างอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของเรา เข้ากับระบบปฏิบัติการ OS Windows หรือ Linux ยกตัวอย่างเช่น หากเราพึ่งซื้อเครื่องพรินเตอร์มาใหม่จำนวน 1 เครื่อง ซึ่งจะมาพร้อมสาย USB ในการเชื่อมต่อและแผ่น CD DRIVER ของเครื่องพิมพ์รุ่นนั้น ซึ่งเราจำเป็นต้องทำตามคำแนะนำในการติดตั้ง ด้วยการใส่แผ่น CD DRIVER ที่มาพร้อมกับเครื่องพรินเตอร์นั้น เพื่อทำการติดตั้ง Driver ของเครื่องพิมพ์เครื่องนั้นลงในวินโดว์ของเรา ซึ่งจะเป็นตัวเชื่อมต่อหรือว่าทำให้คอมพิวเตอร์ของเรารู้จักอุปกรณ์พรินเตอร์ที่นำมาเชื่อมต่อนั้นเอง จึงจะทำให้เราสามารถใช้งานเครื่องพิมพ์ได้อย่างถูกต้องต่อไป เช่นเดียวกันกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อื่นๆ เช่น Sound card drivers หรือไดร์ฟเวอร์ของการ์ดเสียง ก็จำเป็นจะต้องมีตัว driver software ติดตั้งให้วินโดว์รู้จักอุปกรณ์เช่นกันจึงจะสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อื่นๆ เช่น การ์ดจอ video cards, keyboards, monitors, และอื่นๆ
   
 
     

                     

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วิชา การเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ

แบบฝึกหัด 2

คำนวณหาพื้นที่ สี่เหลี่ยม...


import java.io.*;        
public class SqaurePerimeter            
{
      public static void main(String[] args) throws IOException               
    {  
         BufferedReader in = new BufferedReader(new InputStreamReader(System.in));  
        System.out.println("Input Square Width : ");                            
        String strWidth = in.readLine();                                      
        System.out.println("Input Square Length : ");                         
        String strLength = in.readLine();                                       


        double width = Double.parseDouble(strWidth);                           
        double length = Double.parseDouble(strLength);                
        double result =  2*(width+length);                               
        System.out.println("The Square Perimeter = "+result);                 
    }
}

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วิชา การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายเบื้องต้น1

แบบฝึกหัด 1


1. เหตุใดจึงต้องเชื่อมโยงเครืองข่ายคอมพิวเตอร์
  เพื่อมีการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ร่วมกันทำงานสร้างสรรสังคมเพื่อให้ ความเป็นอยู่โดยรวมดีขึ้นการทำงานตลอดจนสังคมและการเมือง  ทำให้ต้องมีการพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันมีจึงความจำเป็นที่จะติดต่อสื่อสารระหว่างกัน


2. OSI มีกี่เลเยอร์ อะไรบ้าง อธิบาย
  -  OSI   มี  7   Layer  ดังนี้


     1. Layerชั้น  Physical  เป็นชั้นล่างสุดของการติดต่อสื่อสาร  ทำหน้าที่ส่ง-รับข้อมูลจริง ๆ จากช่องทางการสื่อสาร (สื่อกลาง)  ระหว่างคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ มาตรฐานสำหรับเลเยอร์ชั้นนี้จะกำหนดว่าแต่ละคอนเนคเตอร์ (Connector)  เช่น 
RS-232-C  มีกี่พิน  (PIN)  แต่ละพินทำหน้าที่อะไรบ้าง ใช้สัญญาณไฟกี่โวลต์  เทคนิคการมัลติเพล็กซ์แบบต่าง ๆ ก็จะถูกกำหนดอยู่ในเลเยอร์ชั้นนี้
     2.  Layerชั้น  Data Link  จะเป็นเสมือนผู้ตรวจสอบ หรือควบคุมความผิดพลาดในข้อมูลโดยจะแบ่งข้อมูลที่จะส่งออกเป็นแพ็กเกจหรือเฟรม  ถ้าผู้รับได้รับข้อมูลถูกต้องก็จะส่งสัญญาณยืนยันกลับว่าได้รับข้อมูลแล้ว  เรียกว่าสัญญาณ ACK (Acknowledge)  ให้กับผู้ส่ง  แต่ถ้าผู้ส่งไม่ได้รับสัญญาณ ACK  หรือได้รับสัญญาณ NAK (Negative Acknowledge)  กลับมา  ผู้ส่งก็อาจจะทำการส่งข้อมูลไปให้ใหม่  อีกหน้าที่หนึ่งของเลเยอร์ชั้นนี้คือ ป้องกันไม่ให้เครื่องส่งทำการส่งข้อมูลเร็วจนเกิดขีดความสามารถขเเครื่องผู้รับจะรับข้อมูลได้
     3.  Layerชั้น  Network  เป็นชั้นที่ออกแบบหรือกำหนดเส้นทางการเดินทางของข้อมูลที่ส่ง-รับในการส่งผ่าน ข้อมูลระหว่างต้นทางและปลายทาง  ซึ่งแน่นอนว่าในการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายการสื่อสารจะต้องเส้นทางการรับ-ส่งข้อมูลมากกว่า  1  เส้นทาง  ดังนั้นเลเยอร์ชั้น  Network  นี้จะมีหน้าที่เลือกเส้นทางที่ใช้เวลาในการสื่อสารน้อยที่สุด  และระยะทางสั้นที่สุดด้วย  ข่าวสารที่รับมาจากเลเยอร์ชั้นที่  4 จะถูกแบ่งออกเป็นแพ็กเกจ ๆ 
     4.  Layerชั้น Transport บางครั้งเรียกว่า เลเยอร์ชั้น Host-to-Host หรือเครื่องต่อเครื่อง และจากเลเยอร์ชั้นที่  4  ถึงชั้นที่  7  นี้รวมกันจะเรียกว่า  เลเยอร์  End-to-End ในเลเยอร์ชั้น  Transport  นี้เป็นการสื่อสารกันระหว่างต้นทางและปลายทาง (คอมพิวเตอร์กับคอมพิวเตอร์)  กันจริง ๆ เลเยอร์ชั้น  Transport  จะทำหน้าที่ตรวจสอบว่าข้อมูลที่ส่งมาจากเลเยอร์ชั้น  Session  นั้นไปถึงปลายทางจริง ๆ หรือไม่  ดังนั้นการกำหนดตำแหน่งของข้อมูล (Address)  จึงเป็นเรื่องสำคัญในชั้นนี้  เนื่องจากจะต้องรับรู้ว่าใครคือผู้ส่ง และใครคือผู้รับข้อมูลนั้น
      5.  Layerชั้น  Session  ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ โดยผู้ใช้จะใช้คำสั่งหรือข้อความที่กำหนดไว้ป้อนเข้าไปใน ระบบ  ในการสร้างการเชื่อมโยงนี้ผู้ใช้จะต้องกำหนดรหัสตำแหน่งของจุดหมายปลายทางที่ต้องการติดต่อสื่อสารด้วย  เลเยอร์ชั้น  Session  จะส่งข้อมูล ทั้งหมดให้กับเลเยอร์ชั้น Transport  เป็นผู้จัดการต่อไป  ในบางเครือข่ายทั้งเลเยอร์ Session  และเลเยอร์  Transport   อาจจะเป็นเลเยอร์ชั้นเดียวกัน
      6.  Layerชั้น  Presentation  ทำหน้าที่เหมือนบรรณารักษ์  กล่าวคือคอยรวบรวมข้อความ (Text)  และแปลงรหัส  หรือแปลงรูปของข้อมูล ให้เป็นรูปแบบการสื่อสารเดียวกัน  เพื่อช่วยลดปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ใช้งานในระบบ
      7.  Layerชั้น  Application  เป็นเลเยอร์ชั้นบนสุดของรูปแบบ OSI  ซึ่งเป็นชั้นที่ใช้ติดต่อกันระหว่างผู้ใช้โดยตรงซึ่งได้แก่  โฮสต์คอมพิวเตอร์  เทอร์มินัลหรือคอมพิวเตอร์ PC  เป็นต้น  แอปพลิเคชันในเลเยอร์ชั้นนี้สารมารถนำเข้า หรือออกจากระบบเครือข่ายได้โดยไม่จำเป็นต้องสนใจว่า จะมีขั้นตอนการทำงานอย่างไร  เพราะจะมีเลเยอร์ชั้น Presentation  เป็นผู้รับผิดชอบแทนอยู่แล้ว  ในรูปแบบ OSI  เลเยอร์นั้น  Application  จะทำการติดต่อกับเลเยอร์ชั้น Presentation โดยตรงเท่านั้น  โปรโตคอลของในแต่ละชั้นจะแตกต่างกันออกไป  แต่อย่างไรก็ตามการที่เครื่องคอมพิวเตอร์
หลาย ๆ เครื่องจะติดต่อสื่อสารกันได้  ในแต่ละเลเยอร์ของแต่ละเครื่องจะต้องใช้โปรโตคอลแบบเดียวกัน  หรือถ้าใช้โปรโตคอลต่างกันก็ต้องมีอุปกรณ์  หรือซอฟร์แวร์ที่สามารถแปลงโปรโตคอลที่ต่างกันนั้นให้มีรูปแบบเป็นอย่างเดียวกัน  เพื่อเชื่อมโยงให้คอมพิวเตอร์ทั้ง  2  เครื่องสามารถติดต่อกันได้

3. วาดรูป รูปแบบการเชื่อต่อเครือข่ายต่อไปนี้พร้อมอธิบาย
  3.1 Bus เครือข่ายแบบบัส



เป็นรูปแบบที่มีผู้นิยมใช้มากแบบหนึ่ง เพราะมีโครงสร้างไม่ยุ่งยากและไม่ต้องใช้อุปกรณ์สลับสาย เป็นการเชื่อมต่อแบบหลายจุด สถานีทุกสถานีรวมทั้งอุปกรณ์ทุกชิ้นในเครือข่ายจะเชื่อมต่อเข้ากับสายสื่อสารหลักเพียงสายเดียว เรียกว่าแบ็กโบน (backbone) การจัดส่งข้อมูลลงบนบัสจึงสามารถทำให้การส่งข้อมูลไปถึงทุกสถานีได้ผ่านสายแบ็กโบนนี้ โดยการจัดส่งวิธีนี้ต้องกำหนดวิธีการที่จะไม่ให้ทุกสถานีส่งข้อมูลพร้อมกันเพราะจะทำให้ข้อมูลชนกัน โดยวิธีการที่ใช้อาจเป็นการแบ่งช่วงเวลา หรือให้แต่ละสถานีใช้ความถี่สัญญาณที่แตกต่างกัน ข้อดีที่ใช้สายน้อย และถ้ามีเครื่องเสียก็ไม่มีผลอะไรต่อระบบโดยรวม ส่วนข้อเสียก็คือตรวจหาจุดที่เป็นปัญหาได้ยาก




3.2 Star เครือข่ายแบบดาว

 เป็นการเชื่อมต่อแบบหลายจุด สถานีทุกสถานีรวมทั้งอุปกรณ์ทุกชิ้นในเครือข่ายจะเชื่อมต่อเข้ากับสายสื่อสารหลักเพียงสายเดียว เรียกว่าแบ็กโบน (backbone) การจัดส่งข้อมูลลงบนบัสจึงสามารถทำให้การส่งข้อมูลไปถึงทุกสถานีได้ผ่านสายแบ็กโบนนี้ โดยการจัดส่งวิธีนี้ต้องกำหนดวิธีการที่จะไม่ให้ทุกสถานีส่งข้อมูลพร้อมกันเพราะจะทำให้ข้อมูลชนกัน โดยวิธีการที่ใช้อาจเป็นการแบ่งช่วงเวลา หรือให้แต่ละสถานีใช้ความถี่สัญญาณที่แตกต่างกัน ข้อดีที่ใช้สายน้อย และถ้ามีเครื่องเสียก็ไม่มีผลอะไรต่อระบบโดยรวม ส่วนข้อเสียก็คือตรวจหาจุดที่เป็นปัญหาได้ยากเป็นการเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุด โดยสถานีทุกสถานีในเครือข่ายจะต่อเข้ากับหน่วยสลับสายกลางแบบจุดต่อจุด การติดต่อสื่อสารระหว่างสถานีจะกระทำได้ด้วยการติดต่อผ่านทางวงจรของหน่วยสลับสายกลาง การทำงานของหน่วยสลับสายกลางจึงคล้ายกับศูนย์กลางของการติดต่อวงจรเชื่อมโยงระหว่างสถานีต่าง ๆ ที่ต้องการติดต่อกันข้อดีคือการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่สามารถทำได้ง่ายและไม่กระทบกับเครื่องอื่นในระบบเลย แต่ข้อเสียคือมี ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสายสูงและถ้าคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางเสียระบบเครือข่ายจะหยุดชะงักทั้งหมดทันที










3.3 Ring เครือข่ายแบบวงแหวน


เป็นลักษณะการเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุดเช่นเดียวกับแบบดาว โดยสถานีแต่ละสถานีจะต่อกับสถานีที่อยู่ติดทั้งสองข้างของตนเอง และทุกสถานีมีเครื่องขยายสัญญาณของตัวเอง โดยจะมีการเชื่อมโยงเครื่องขยายสัญญาณของแต่ละสถานีเข้าด้วยกันเป็นวงแหวน สัญญาณข้อมูลจะส่งอยู่ในวงแหวนแบบจุดต่อจุดไปในทิศทางเดียวกันจนถึงผู้รับภายในเวลาที่กำหนด โดยเครื่องขยายสัญญาณเหล่านี้จะมีหน้าที่ในการรับข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของตัวเองหรือจากเครื่องขยายสัญญาณตัวก่อนหน้า และส่งข้อมูลต่อไปยังเครื่องขยายสัญญาณตัวถัดไปเรื่อย ๆ เป็นวง หากข้อมูลที่ส่งเป็นของสถานีใด เครื่องขยายสัญญาณของสถานีนั้นก็รับและส่งให้กับสถานีนั้น จึงต้องมีการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับว่าเป็นของตนหรือไม่ ถ้าใช่ก็รับไว้ ถ้าไม่ใช่ก็ส่งต่อไป อีกทั้งสามารถตรวจสอบความผิดพลาดในการส่งด้วยโดยกรณีที่เครื่องรับปลายทางไม่ได้รับสัญญาณข้อมูลในเวลาที่กำหนด จะมีการแจ้งว่าเกิดความผิดพลาดในเครือข่ายได้ ข้อดีคือ ใช้สายเคเบิลน้อย และสามารถตัดเครื่องที่เสียออกจากระบบได้ ทำให้ไม่มีผลต่อระบบเครือข่าย ข้อเสียคือหากมีเครื่องที่มีปัญหาอยู่ในระบบจะทำให้เครือข่ายไม่สามารถทำงานได้เลย และการเชื่อมต่อเครื่องเข้าสู่เครือข่ายอาจต้องหยุดระบบทั้งหมดลงก่อน